การทำ SEO คืออะไร เข้าใจ Basic กระบวนการทำงาน ขั้นตอนการทำให้ติดหน้าแรก Google

การทำ-SEO-คืออะไร
การทำ-SEO-คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำการตลาดออนไลน์ช่องทางหนึ่งที่หลายคนบอกว่าทำกันยากมากและค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลาในการทำ ! และถ้าเข้าใจว่า การทำ SEO คืออะไร และสามารถทำจนประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถประหยัดต้นทุนโฆษณาไปได้เยอะมากทีเดียว รวมถึงมีช่องทางการตลาดออนไลน์ที่แข็งแกร่งเพิ่มอีก 1 ช่องทางให้กับธุรกิจ

ผมจึงอยากจะอาสาเขียนบทความเกี่ยวกับ การทำ SEO ที่เริ่มตั้งแต่รากฐาน ให้ทุกคนได้รู้จักเกี่ยวกับ SEO กันมากขึ้น ว่าเพราะอะไร ทำไมหลายๆธุรกิจ ถึงยอมลงทุนลงแรงอยากให้เว็บไซต์ของตนเองนั้นติดอยู่บนหน้า 1 ของ Google

การทำ SEO คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับที่ดีที่สุดบนเครื่องมือค้นหา อย่าง Google, Bing, Yahoo เพื่อให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้นผ่านเครื่องมือค้นหา บนพื้นที่ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

SEO จะแตกต่างจาก Google Ads และ Facebook Ads ที่เป็นพื้นที่เช่า ต้องจ่ายค่าเช่า ในการลงโฆษณาตลอด เมื่อหยุดจ่าย ผู้เข้าชมก็จะลดลงทันที

ถึงแม้ การทำ SEO จะเป็นพื้นที่เช่าเหมือนกัน แต่ก็เป็น พื้นที่เช่า ที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าสักบาทเดียวให้กับ Google

ก็ใช่ว่าจะไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยนะครับ ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องบำรุงรักษาร้านค้าของตัวเองอยู่

ความหมายของ SEO มันก็มีเท่านี้ครับ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การทำ SEO ต่างหาก

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มเรียนรู้การทำ SEO และรู้จักกระบวนการทำงานของ Search Engine เพื่อให้เข้าใจว่า Search Engine สามารถนำพาเว็บไซต์ไปหาผู้คนได้อย่างไร ผมอยากจะบอกสาเหตุ ที่ต้องให้ความสนใจ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ประโยชน์จริงๆ ของ SEO จากผลงานที่ผมได้ทำ

เครื่องมือค้นหาที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้จะใช้ Search Engine ของ Google เป็นหลักนะ รวมถึงทุกบทความด้วย เพราะ Google เป็น Search Engine ที่คนไทยและคนบนโลกนิยมมากที่สุด

ทำไมถึงต้องทำ-SEO
ทำไมถึงต้องทำ-SEO

ทำไมต้องทำ SEO

หลายคนคงเริ่มสงสัยและอยากรู้แล้ว SEO มันดียังไง ทำไมถึงต้องทำ SEO ?

ผมขอยกตัวอย่างสักหนึ่งธุรกิจที่ผมรับทำ SEO ให้กับเขาเพื่อให้เห็นภาพ

สำหรับการทำ SEO ให้กับเขา ผมสามารถทำให้เว็บไซต์ของเขาติดอันดับบน Google ในหน้าแรกได้แทบจะทุก Keywords ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขา แต่ละ Keywords อยู่ประมาณ อันดับ 1 – 3

สถิติการทำ seo 6 เดือน

ภาพสถิติอันดับการทำ SEO จากเว็บไซต์ proranktraker.com

ผลลัทธ์การทำ seo 6 เดือน

ระยะเวลาในการทำ SEO 6 เดือน จากเดือน 25 ธ.ค. 61 – 25 มิ.ย. 62

จากภาพกราฟที่เห็นคือโปรแกรมของ https://ahrefs.com/ ที่ใช้วิเคราะห์เว็บไซต์จริง ๆ ที่ผมรับทำ SEO ให้กับลูกค้า เอาไว้ดูคร่าว ๆ ได้เป็นอย่างดี

ต้องขอบอกก่อนว่าการทำ SEO ของผมจะไม่ได้คิดเป็นค่า Keywords เหมือนหลาย ๆ จ้าว แต่จะดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับ SEO ในทุก Keywords ที่เกี่ยวข้อง ที่จะสามารถเพิ่มยอดผู้เข้าใช้และเพิ่มโอกาสในการขายให้กับธุรกิจได้

สำหรับผลลัทธ์ ที่ลูกค้าของผมได้ก็คือ มี Keywords ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย อยู่บนหน้าแรกของ Google ทำให้มีปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์เติบโตขึ้น

หรือในอีกความหมายหนึ่ง เขาได้ทำเลทองบนหน้าแรกของ Google ลูกค้าหาเขาเจอได้ง่ายขึ้น และแน่นอนที่ไหนมีคน และยิ่งเป็นคนที่มีความต้องการ ที่นั้นย่อมมีโอกาสในการขาย !

SEO-ดีกว่า-Google-Ads-กับ-Facebook-Ads-ยังไง
SEO-ดีกว่า-Google-Ads-กับ-Facebook-Ads-ยังไง

SEO ดีกว่า Google Ads กับ Facebook Ads ยังไง ?

จากตัวอย่างเดิม ลูกค้าของผมคนนี้เขาลงทุนกับ Google Ads อยู่ที่เดือนละ 40,000 บาท แต่เมื่อเขาติดอันดับบน Google ตัวเลขค่า Ads ที่เขาต้องเสียอยู่เดือนละ 40,000 บาท

มันจะสามารถลดลงได้ทันที เพราะเว็บไซต์ของเขา มีผู้เข้าใช้ ที่สามารถเข้าได้แบบ Organic Search หรือก็คือพื้นที่ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Google

ไม่จำเป็นต้องหวังเพิ่ง Google Ads อย่างเดียวอีกต่อไป แม้ปิดมันก็ยังสามารถสร้างโอกาสในการขายได้ หรือจะเปิดมันก็เพิ่มโอกาสในการขาย ให้กับเขาได้ทั้งคู่

แต่ก็ใช่ว่าการทำ SEO จะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มสนใจการทำ SEO บ้างแล้ว แต่ก่อนที่จะลงมือทำกันจริง ๆ ไม่ว่าจะทำเองหรือจะจ้างนักทำ SEO ทำให้

ผมอยากจะอาสาปูพื้นฐานสำคัญ ๆเกี่ยวกับการทำ SEO ที่ผมรู้ให้กับทุกคนกันก่อน

จากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้จากคนเก่ง ๆ หลายคน รวมถึงประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้ได้ลงมือทำสร้างประสบการณ์มาตลอด 2 ปีกว่า ๆ เอาละมาเริ่มกันเลยครับ

กระบวนการทำงานของ-Google
กระบวนการทำงานของ-Google

กระบวนการทำงานของ Search Engine

ให้คิดว่า Google Search Engine เป็นตัวแทนของห้องสมุดที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลมหาศาล จากการปล่อย Bot ไปเอกสารตามเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก

โดยมีตัวกลางก็คือ Search Argorithm เป็นบรรณารักษ์ที่สามารถหาเอกสารหรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการอยากรู้

เมื่อผู้คนค้นหาข้อมูลที่ต้องการบน Search Engine ของ Google

Search Argorithm ก็จะทำหน้าที่คัดสรรสมุดที่ดีที่สุดสำหรับผู้ค้นหาในเวลานั้น

ที่มีมากมายบนพื้นที่เก็บข้อมูลของ Google โดยใช้ปัจจัยมากกว่า 200 ปัจจัย หากเอกสารในสมุดเล่มไหนถูกต้องตามปัจจัยที่กำหนดไว้มากที่สุด ก็จะยิ่งมีโอกาสให้ผู้ค้นหาตัดสินใจเลือกก่อน

สรุปกระบวนการทำงานของ Google ได้ 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. Crawling คือการส่ง Bot หรือ Spider ไปรวบรวมข้อมูลหน้าเว็บไซต์ทั่วโลก โดยจะไต่ไปตาม link ที่พบ เมื่อพบจะทำการ Copy ข้อมูลและนำไปส่งให้กับ Google ทั้งเว็บไซต์ที่ยังไม่มีข้อมูลและเว็บไซต์ที่มีข้อมูลแล้ว เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง Update ส่วนนี้มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการจัดอันดับ
  2. Indexing คือการนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และนำไปเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลของ Google เพื่อความรวดเร็วในการค้นหาของผู้ใช้  โดยข้อมูลจะอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Google ที่มีจำนวนเยอะมาก และมีความปลอดภัยสูง  !
  3. Ranking ในส่วนนี้จะเริ่มต้นทำงานเมื่อ ผู้ใช้ทำการค้นหา โดย Google จะหาเอกสารในฐานข้อมูล เพื่อตอบคำถามที่ดีที่สุดและเหมาะสม จากปัจจัยต่างๆ โดยใช้ Algorithm ในการคำนวณอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบกาณ์การใช้งานที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น สถานที่, ภาษาที่ใช้, อุปกรณ์ในการค้นหา 

ถ้ายังไม่เข้าใจผมแนะนำให้ดูคลิปนี้ครับ

ขอบคุณ VDO : https://searchengineland.com

“อยากเป็นเอกสารที่ถูก Google เลือกให้ผู้ใช้อ่านไหมครับ ? ถ้าสนใจ ผมแนะนำให้อ่านปัจจัยในการทำ SEO ต่อไปนี้ จนจบ และจะรู้จักกระบวนการที่จะนำพาเว็บไซต์ไปให้ถึงหน้าแรกของ Google”

ปัจจัยพื้นฐานการทำ SEO

ปัจจัยพื้นฐานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำ SEO ถ้ารู้ปัจจัยเหล่านี้และลงมือทำอย่างถูกต้องผมกล้าการันตีเลยว่าอย่างน้อย ๆ เว็บไซต์จะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ทุกวันนี้ที่ผมรับทำ SEO ก็ยังยึดหลักปัจจัยเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงและมันก็ยังได้ผลเสมอ

ซึ่งการทำ SEO มี 5 ขั้นตอนดังนี้

  • Website Structure
  • On-Page SEO
  • Off-Page SEO
  • Analyze
  • Optimization & Update

ทั้ง 5 ข้อนี้ ผมได้หลักการคิดมาจาก คุณ ศุภณัฐ สุขโข ที่ผมได้นำมาเป็นแนวคิดในการทำ SEO ไม่ให้หลงทาง ถือว่าใช้ได้ดีมากทีเดียว

เห็นมีแค่ 5 ข้อ ดูเหมือนน้อย แต่มันสามารถแยกย่อยขั้นตอนการทำไปได้อีกเยอะมาก ๆ มีตั้งแต่เทคนิคขั้นพื้นฐานไปจนถึงสูง ใช้เวลาในการทำกันนานพอสมควร

สำหรับส่วนที่ผมจะบอกต่อไปนี้จะเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่เชื่อผมเถอะ ขอเพียงทำขั้นพื้นฐานให้ดี การที่เว็บไซต์จะเติบโตขึ้นแบบยั่งยืนนั้นทำได้อย่างแน่นอน

การทำ-SEO-ขั้นที่-1-Website-Structure
ขั้นที่-1-Website-Structure

Website Structure

ผมขอเริ่มต้นในเรื่องของเว็บไซต์

หากไม่ใช่คนที่เรียนสายโปรแกรมเมอร์มา การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress จะเป็นสิ่งที่ผมแนะนำ เพราะมันถูกออกแบบมาให้รองรับกับการทำ SEO และง่ายต่อการสร้างเว็บไซต์ จากสถิติพบว่าคนที่ใช้ระบบ CMS (Custom Management System) ในการสร้างเว็บไซต์ ใช้ WordPress มากเกินกว่า 50 % ของคนที่ใช้ CMS ในการสร้างเว็บไซต์

Note : CMS คือระบบที่ช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป ช่วยให้คนที่ไม่รู้เรื่องโค๊ดสามารถจัดการสร้างเว็บไซต์ได้โดยง่าย

สาเหตุที่ผมต้องหยิบยกเรื่องของเว็บไซต์มาพูดก่อนก็เพราะว่าการทำเว็บไซต์เปรียบเหมือนเป็นแกนหลักของการทำ SEO ถ้าอยากจะทำ SEO แต่ว่าไม่รู้พื้นฐานเรื่องของการสร้างเว็บไซต์เลยสักนิด จะเริ่มรู้จัก SEO จริง ๆได้ยากมากครับ

ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มทำ SEO ผมอยากให้ลองศึกษาเรื่องของเว็บไซต์ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งผมจะพูดถึงในบทความต่อไป เดี๋ยวจะกลับมาแชร์ให้อีกครั้งครับ

ขั้นตอนการทำ Website Structure

1. รูปแบบของเว็บไซต์

ถ้าเริ่มต้นโดยที่ไม่มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าก่อน ก็เหมือนกับการเดินเข้าป่าโดยที่ไม่มีเข็มทิศ มันจะทำให้หลงได้ตลอดเวลาว่าเราจะทำเว็บไซต์ไปเพื่ออะไรและเพื่อใคร

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรจะต้องลงมือวางแผนก่อนก็คือเราจะทำเว็บไซต์เพื่ออะไร เพื่อใคร สร้างรายได้ ได้ยังไง ทำเว็บไซต์แบบไหน โดยหลัก ๆ ก็จะมีดังนี้

  • เว็บไซต์ให้ความรู้กินค่าโฆษณา
  • เว็บไซต์ขายสินค้า
  • เว็บไซต์การบริการต่าง ๆ

3 รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุด ลองตั้งเป้าหมายให้ดีก่อนนะครับ อย่าใจร้อน การทำ SEO ก็เหมือนกับการสร้างบ้าน ยิ่งรากฐานดี มันก็ยิ่งแข็งแกร่ง

นอกจากรู้แล้วว่าตัวเองจะทำเว็บไซต์อะไร สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนคิดต่อมาก็คือ ให้ทำเว็บไซต์เพื่อ ผู้ใช้ ไม่ใช่ เพื่อตัวเอง เพราะมันจะทำให้สิ่งที่ทำ มันเกิดประโยชน์ต่อ Users อย่าลืมว่า Google ไม่ได้สร้างมันมาเพื่อเจ้าของเว็บไซต์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อให้ Users หรือ ผู้ใช้ ได้ประโยชน์มากที่สุด !

เหมือนอย่างที่ Larry Page หนึ่งในบุคคลที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Google พูดไว้ว่า

“เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการค้นหา และให้คำตอบที่ตรงความต้องการนั้น” By Larry Page

2. วางโครงสร้างของเว็บไซต์

ในการที่ Google จะมาเก็บข้อมูลภายในเว็บไซต์ของเรา เขาจะส่งสิ่งที่เรียกว่า Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ตั้งแต่บนลงล่าง ถ้าหากเราวางแผนผังโครงสร้างของเว็บไซต์ ให้ทั้งคนและบอทสามารถใช้งานได้ง่าย ก็จะได้ประโยชน์หลายอย่าง

คน ก็คือสามารถใช้ง่ายรู้ว่าอะไรอยู่ตำแหน่งไหน

บอท ก็สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ

วางโครงสร้างเว็บไซต์ ทำยังไง ?

เราสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการวางแผนตำแหน่งของเมนูในเว็บไซต์ ใครใช้ WordPress ข้อนี้ก็จะง่ายมากเพียงแค่ลาก ๆ มาวาง

เช่น เว็บไซต์ ควรมีหน้าอะไรบ้าง

  • หน้าแรก
  • หน้าเกี่ยวกับเรา
  • หน้าติดต่อเรา
  • หน้าการบริการ
  • หน้าราคา

ผมแนะนำให้คุณเลือก เมนู เหล่านี้เป็นช้อยแรก ๆ ในการวางโครงสร้าง จะช่วยทำให้เริ่มต้นได้ง่าย ๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ หน้าที่เป็นหน้าหลัก ในการทำ Keywords ให้ติดบน Search Engine ควรเป็นหน้าที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพื่อให้ Google และผู้ใช้รู้ว่าเราให้ความสำคัญกับหน้าที่จะทำอันดับ

เช่น ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการสปาหน้า ในเมนูบริการของผมจะต้องมี Menu สปาหน้า อยู่

ในส่วนนี้จะต้องมีการวางแผนอย่างดีในเรื่องของ การเชื่อมโยง (Internal Link) การวิจัยคำค้นหา (Keywords Research) จะแตกต่างกันไปตามแต่ละธุรกิจ

3. ปรับให้เว็บไซต์รองรับการทำ SEO ให้มากที่สุด

ถ้าใครที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ ข้อนี้ก็อาจจะยากหน่อยในการจะปรับให้รองรับการทำ SEO แบบเต็มประสิทธิภาพ แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

โดยเราสามารถปรับเว็บไซต์พื้นฐานให้รองรับการทำ SEO ได้ดังนี้

  • ทำให้โดเมนเป็น HTTPS
  • เลือกธีมและปลั๊กอินที่เหมาะสมใช้เท่าที่จำเป็น
  • ตั้งค่า WordPress ให้ถูกหลักการทำ SEO
  • เพิ่มปลั๊กอินที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO เช่น Yoast SEO
  • ปรับสปีดเว็บไซต์ โดยใช้ปลั๊กอิน WP Fastest Cache, Autoptimize, a 3 lazy load
  • ติด Tag Google Analytics
  • ติด Tag Google Search Console
การทำ-SEO-ขั้นที่-2-On-Page-SEO
ขั้นที่-2-On-Page-SEO

การทำ SEO On-Page

On-Page คือ การทำ SEO ในส่วนที่เราสามารถปรับแต่งได้เองภายในเว็บไซต์ ซึ่งจะเกี่ยวกับกับการสร้าง Contents ภายในเว็บไซต์ โดยการปรับแต่งให้ Contents มีประสิทธิภาพสูงที่สุด รองรับ SEO และรองรับความต้องการของผู้ใช้ เช่น

  • การใส่ Keywords ลงใน Title URL Description
  • การใช้ Keywords ใน H1 H2 H3
  • การวาง Keywords ใน Paragraph แรก
  • การใช้ Keywords ที่เกี่ยวข้องในบทความ
  • Image SEO
  • VDO

เป็นส่วนที่ต้องอธิบายในเชิงลึกพอสมควร ผมแนะนำให้อ่าน On-page SEO คืออะไร แนะนำ 14 ปัจจัย ปรับแต่งได้เอง เพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์

การทำ-SEO-ขั้นที่-3-Off-Page-SEO
ขั้นที่-3-Off-Page-SEO

การทำ SEO Off-Page

การทำ SEO Off-Page ก็เปรียบเหมือนกับการโปรโมทเว็บไซต์ โดยการ Link เว็บไซต์หนึ่งกับอีกเว็บไซต์หนึ่ง ยิ่งถ้าเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงด้วย Link มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ ตรงกับหมวดหมู่ธุรกิจของเรา เราก็จะยิ่งมีพลัง มีความน่าเชื่อถือ มากยิ่งขึ้นในสายตาของ Google

แต่กลับกันถ้ามีเว็บไซต์แปลกปลอม ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีคนเข้า ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกำลังที่ทำอยู่ Google ก็จะลดความสำคัญลงมา

โดยวิธีตรวจสอบ Backlink คุณภาพ สามารถทำได้ดังนี้ : Backlink คุณภาพ จะรุ่งหรือจะรอด ดูยังไง ให้อันดับปังไม่พัง !

การทำ-SEO-ขั้นที่-4-Analyze
ขั้นที่-4-Analyze

Analyze

มาถึงขั้นตอนรองสุดท้าย เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์หาเหตุผลว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นได้ผลตอบรับกลับมาแบบไหน ทำแล้ว Keywords บน Google อันดับดีขึ้นหรือไม่ดี

โดยสามารถใช้โปรแกรมต่อไปนี้ในการแท็ก Keywords ติดตามได้ มีทั้งฟรีและเสียเงิน

นอกจากเรื่องของ อันดับ Keywords ที่ต้องพิจารณา เราควรที่จะดูในส่วนของ User Experience หรือประสบการณ์ของผู้ใช้ ที่มีต่อ Contents และนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปปรุงให้ Contents มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกคนสามารถดูได้ใน Google Analytics และ Google Search Console ครับ

การทำ-SEO-ขั้นที่-5-Optimization-Update
ขั้นที่-5-Optimization-Update

Optimization & Update

หลังจากที่เราได้วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย ก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนของการปรับปรุงทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใช้ ใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของเราไม่นาน เราก็จะต้องมาปรับปรุงทำยังไงให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่กับเรานานยิ่งขึ้น เป็นต้น

หากดูแล้วมีจุดไหนที่ยังสามารถแก้ไขได้ก็แก้ตรงจุดนั้น ส่วนสำคัญ ๆ ที่ต้องตรวจสอบจะมีดังนี้

  • CTR
  • Avg Time On Page
  • Bounce Rate
  • Keywords Density
  • Page Speed
  • Behavior Users ( ติด Tag ภายในเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบ )
  • Contents

การทำ SEO 5 ข้อที่ผมได้บอกมานี่ คือ ขั้นตอนในการทำ SEO ปัจจุบันที่ผมใช้อยู่

เมื่อถึงข้อสุดท้าย ผมก็จะไปทำข้อแรกใหม่อีกครั้ง เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น วนอยู่แบบนี้

“การทำ SEO มันไม่มีวันจบครับ หากเราหยุด ก็ใช่ว่าคู่แข่งจะหยุดตาม เขาพร้อมจะแซงเราตลอดเวลา”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น

การทำ SEO ยังมีเทคนิคมากมายที่จำเป็นต้องรู้ รวมถึงการหาประสบการณ์เพิ่มเติม เพราะบางครั้ง ก็จะเจอปัญหาหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ Google หรือเว็บไซต์มีปัญหา ฝันสลายเพียงข้ามคืนจากอันดับ 1 หายไปจนไร้อันดับ

ถึงตอนนั้นก็อย่าตกใจไปครับ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอกันบ้าง ขอเพียงทำอย่างเต็มที่ ผมขอรับรองถึงแม้จะไม่ใช้เบอร์ 1 ของประเทศ แต่เว็บไซต์จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน !

 

FAQ การทำ SEO

โดเมนเก่าได้อันดับดีกว่าโดเมนใหม่ในการทำ SEO ?

ไม่จริง ถึงแม้เราจะใช้โดเมนเก่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอันดับได้ดีกว่าโดเมนที่เพิ่งสร้างมาใหม่

การทำ SEO เลือกนามสกุล .com .net แรงกว่า .guru .xyz ?

ไม่จริง นามสกุลเว็บไซต์อย่าง guru หรือ xyz ก็สามารถทำอันดับได้เหมือนกัน

โดเมนที่มีค่า Page Rank สูง อันดับจะดีกว่าในการทำ SEO

ไม่จริง เราควรเลือกโดเมนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราทำมากกว่า

การทำ SEO โดเมนที่มี Keywords หลักทำอันดับได้ดีกว่า

ไม่จริง ถึงแม้เราจะใช้โดเมนที่ไม่มี Keywords อยู่ก็สามารถทำอันดับได้เหมือนกัน

การทำ SEO subdomains ดีกว่า subdirectory

ไม่จริง สามารถทำงานได้ดีทั้งคู่

HTTPS จำเป็นสำหรับทุกเว็บในการทำ SEO

HTTPS จำเป็นสำหรับทุกเว็บไซต์

ยิ่งได้ Link เยอะ ยิ่งอันดับดีในการทำ SEO

ไม่จริง การทำ Link เยอะ ใช่ว่าจะได้อันดับที่ดีในการทำ SEO หาก Link ที่ได้รับไม่มีคุณภาพ